Blog

เรียนรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “โรคหลงตัวเอง” เพื่อช่วยคุณที่คุณรักได้จากบทความนี้

โรคหลงตัวเอง..ไม่ใช่แค่นิสัยแต่เป็นปัญหาสุขภาพจิตร้ายแรงที่ต้องรักษา

เดี๋ยวนี้ คนเรามักชอบ “ติดป้าย” เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตบางอย่าง ด้วยการใช้ถ้อยคำในเชิงลบที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับปัญหาทางสุขภาพจิตเหล่านี้ อย่างเช่นปัญหาความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) หรือ “โรคหลงตัวเอง” ที่มักได้รับการพูดถึงเชิงลบ โดยปราศจากความเข้าใจที่แท้จริงเกี่ยวกับความผิดปกติทางจิตใจอันซับซ้อนนี้ ซึ่งสามารถทำให้เกิดอุปสรรคในการเข้ารับการรักษาสำหรับผู้ที่มีภาวะนี้ “อะไรๆ ก็ตัวเองทั้งนั้น เธอนี่มันหลงตัวเองจริงๆ” หากคุณใช้ชีวิตอยู่กับใครสักคนที่แสดงอาการของความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองหรือ “โรคหลงตัวเอง” การแสดงความเห็นเช่นนี้สามารถทั้งทำร้ายจิตใจและทำให้เกิดความคับข้องใจ การที่บางคนแสดงอาการบางอย่างของการหลงตัวเองออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้ยากที่จะเข้าใจได้อย่างแท้จริงต่อโรคนี้ ซึ่งบางครั้งเป็นอาการอันซับซ้อน และสามารถสร้างบาดแผลทางใจให้เกิดขึ้นได้ จนอาจหน่วงเหนี่ยวไม่ให้คนๆ นั้นขอรับความช่วยเหลือใดๆ การยอมรับความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งก็คือการรับรู้ว่านี่เป็นโรคทางจิตใจที่ต้องรับการดูแล และการช่วยเหลือจากมืออาชีพ จึงเป็นสิ่งที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ผู้ที่มีอาการดังกล่าวจะได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็นต่อตัวเอง โรคหลงตัวเองคืออะไร ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเองหรือ “โรคหลงตัวเอง” (Narcissism) เป็นปัญหาสุขภาพจิต ไม่ใช่นิสัยหรือสิ่งที่พวกเขาเลือกจะเป็นเช่นนั้น ในการประพฤติตัว หรือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยทั่วไปจะเริ่มสังเกตได้ในช่วงวัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และสามารถทำให้เกิดความเครียดอย่างมากต่อความสัมพันธ์กับผู้อื่น รวมถึงต่อสำนึกในความมั่นใจในตัวเองที่เปราะบางอยู่แล้ว ในขณะที่ผู้ใหญ่จำนวนมากแสดงแนวโน้มของโรคหลงตัวเองหนึ่งหรือสองอย่าง เช่น คาดหวังที่จะได้รับความรักและการยกย่องจากคู่ครอง หรือเห็นว่าตัวเองเก่งที่สุดในการทำงานของตัวเอง แต่สำหรับการวินิจฉัยอาการของโรคหลงตัวเองสำหรับมืออาชีพทางการแพทย์นั้น ต้องมีอาการที่ชัดเจนอย่างน้อย 5 ใน 9 อย่างที่บ่งชี้ถึงโรคนี้ นอกจากนี้แพทย์ยังต้องดูการแสดงออกของอาการอย่างต่อเนื่องในส่วนปฏิสัมพันธ์ต่างๆ กับผู้คนรอบข้าง เช่น ในการทำงาน การใช้ชีวิตที่บ้าน …

โรคหลงตัวเอง..ไม่ใช่แค่นิสัยแต่เป็นปัญหาสุขภาพจิตร้ายแรงที่ต้องรักษา Read More »

ความสัมพันธ์ระหว่างโรคสมาธิสั้นกับการเสพติดเป็นสิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามหรือไม่รู้มาก่อน เรียนรู้ความเสี่ยงได้จากบทความนี้

โรคสมาธิสั้นกับการเสพติด..ความเสี่ยงที่คุณอาจนึกไม่ถึง

ความสัมพันธ์ระหว่างโรคสมาธิสั้นกับการเสพติดเป็นสิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามหรือไม่รู้มาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่อาจกลายเป็นปัญหาร้ายแรงได้ การทำความเข้าใจให้มากขึ้นเกี่ยวกับสาเหตุและปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์นี้ สามารถให้ความถ่องแท้ถึงวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการพึ่งพิงสิ่งเสพติดเช่นนี้ รวมถึงวิธีรักษาการเสพติดที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ความเป็นไปได้ในการเสพติดสำหรับผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder หรือ ADHD) อาจเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ในขณะที่โอกาสในการใช้สิ่งเสพติดในกลุ่มประชากรทั่วไปตลอดทั้งชีวิตอยู่ที่ราวร้อยละ 25 ซึ่งจำนวนนี้จะพุ่งขึ้นสูงเกือบร้อยละ 50 ในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้น โดยผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีแนวโน้มอย่างมากที่จะมีปัญหากับพฤติกรรมเสพติด อย่างเช่น การพนัน การติดอินเทอร์เน็ต และการช้อปปิ้ง  ส่วนใหญ่แล้ว ความเป็นไปได้ในการเสพติดที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่เป็นโรคสมาธิสั้น มาจากปัจจัยหลักๆ สองประการ ปัจจัยแรกก็คือ ความพยายามที่จะเยียวยาตัวเองเพื่อจัดการกับอาการของโรคสมาธิสั้น ซึ่งมักมีอาการวิตกกังวล และมีปัญหาในการรวบรวมสมาธิเป็นอย่างมาก ปัจจัยที่สองก็คือ การแสวงหาความตื่นเต้น และความสุข ด้วยความปรารถนาที่จะได้รับความพึงพอใจในทันที ปัจจัยเหล่านี้สามารถนำไปสู่การเลือกทำในสิ่งที่มีความเสี่ยง และนำไปสู่การเสพติดได้ในที่สุด การตระหนักถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างโรคสมาธิสั้นกับการเสพติด การแยกแยะความแตกต่างของสภาวะสมาธิสั้นแต่ละประเภท และการสร้างกลไกการรับมือที่ดีกับอาการของสภาวะสมาธิสั้น จะมีผลอย่างมากในการช่วยป้องกันการเสพติด รู้จักกับโรคสมาธิสั้น โรคสมาธิสั้นเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะแสดงอาการตั้งแต่วัยเด็ก แต่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยจนกระทั่งอายุมากขึ้น โรคสมาธิสั้นส่งผลกระทบต่อสมาธิ การจดจ่อกับสิ่งต่างๆ และการควบคุมอารมณ์ จึงสามารถรบกวนการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์กับคนอื่นได้อย่างมาก โดยปกติโรคสมาธิสั้นจะมีอาการผิดปกติทางด้านพฤติกรรมที่พบได้หลักๆ สามประเภทก็คือ ประเภทที่ขาดสมาธิต่อเนื่อง (inattentive) ประเภทที่ไม่อยู่นิ่ง (hyperactive) …

โรคสมาธิสั้นกับการเสพติด..ความเสี่ยงที่คุณอาจนึกไม่ถึง Read More »

ลองทำแบบทดสอบที่จะบอกได้ว่าคุณกำลังให้ท้ายการเสพติดอยู่หรือเปล่า

แบบทดสอบที่จะบอกได้ว่า…คุณอาจกำลังให้ท้ายการเสพติดกับคนที่คุณรักโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า

หากคุณกำลังพยายามช่วยใครสักคนที่กำลังมีปัญหาการเสพติด คุณต้องดูให้แน่ใจว่าความรักและการสนับสนุนของคุณนั้นไม่ใช่การให้ท้าย เนื่องจากการกระทำเช่นนี้สามารถทำให้การเสพติดยืดเยื้อยาวนาน และเพิ่มความเสี่ยงที่มาจากการเสพติดให้มากยิ่งขึ้นด้วย การได้เห็นบุคคลอันเป็นที่รักต่อสู้กับการเสพติดเป็นประสบการณ์อันยากยิ่ง และการให้ความเห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูและก้าวสู่เส้นทางการเลิกสิ่งเสพติดของพวกเขา แต่หากคำพูดหรือการกระทำของคุณทำให้คนๆ นั้นยังคงเสพติดต่อไป ด้วยการปกป้องพวกเขาไม่ให้เจอกับผลเสียที่ตามมาจากการเสพติด นี่เรียกได้ว่าเป็นการให้ท้าย  ผู้ที่ให้ท้ายการเสพติดจะเป็นเสมือนกันชนจากผลกระทบอย่างเต็มที่ของการเสพติด จึงลดแรงผลักดันแก่ผู้ที่พึ่งพาสารเสพติดหรือพฤติกรรมเสพติด ไม่ให้ไปหาความช่วยเหลือที่เหมาะสม ผู้ที่ให้ท้ายยังจำเป็นต้องเข้าใจด้วยว่า การเสพติดเป็นความเจ็บป่วยทางสมอง และไม่ใช่ความอ่อนแอ หนทางเดียวที่จะเอาชนะการเสพติดได้ก็คือการเข้ารับรักษาจากมืออาชีพ เช่นเดียวกับที่เราต้องไปหาหมอเมื่อมีอาการเจ็บป่วยร้ายแรงอื่นๆ ผลจากการให้ท้ายการเสพติด..ไม่มีจุดจบอันแสนสุข โดยแท้จริงแล้ว การให้ท้ายเป็นการยืดเวลาการเสพติดให้นานขึ้นไปอีก และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อผู้ที่พึ่งพาการเสพติดทุกอย่าง ซึ่งได้แก่  ผลข้างเคียงต่อสุขภาพ การเสพติดทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติด (อย่างเช่น ผู้ที่พึ่งพายาเสพติด หรือแอลกอฮอล์) หรือพฤติกรรมเสพติด (อย่างเช่น การติดการพนัน หรือติดเซ็กส์) มักเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลกระทบที่ร้ายแรงต่อสุขภาพทั้งกายและจิตใจในระยะยาว ความเสียหายต่ออาชีพการงานและสัมพันธภาพ ผู้ที่มีปัญหาเสพติดจะหมกมุ่นและพัวพันกับการเสพติดมากขึ้นเรื่อยๆ จนบ่อยครั้งตัดขาดจากความสัมพันธ์ส่วนตัวและภาระหน้าที่การงาน ซึ่งสามารถส่งผลให้ตกงาน ห่างเหินจากเพื่อนๆ และครอบครัว อีกทั้งเพิ่มความรู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งผู้มีปัญหาการเสพติดมักรู้สึกเช่นนั้นอยู่แล้ว พฤติกรรมเสี่ยงหรือเป็นอันตราย การพึ่งพิงสิ่งเสพติดสามารถพัฒนาไปจนถึงจุดที่คนเรายินดีที่จะมีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อตนเองหรือคนอื่น เพื่อที่จะได้เสพติดต่อไปเรื่อยๆ ในบางกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งพิงสารเสพติด การเสพติดสามารถทำให้ขาดความยับยั้งชั่งใจและการตัดสินใจที่ดีพอ ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิดผลกระทบ ที่ทำให้ทั้งชีวิตของผู้เสพติดและผู้คนที่อยู่รอบตัวต้องเปลี่ยนแปลงไป ความช่วยเหลือที่แท้จริงคือการสนับสนุนโดยไม่ให้ท้าย การสนับสนุนโดยปราศจากการให้ท้าย หมายความว่าคุณต้องถอยออกมา และให้คนๆ นั้นได้พบกับผลกระทบที่ตามมาจากการเสพติดของตัวเอง …

แบบทดสอบที่จะบอกได้ว่า…คุณอาจกำลังให้ท้ายการเสพติดกับคนที่คุณรักโดยไม่รู้ตัวอยู่หรือเปล่า Read More »

หากคุณกำลังเผชิญกับความเหงาที่รู้สึกค้างติ่งอยู่ภายในจิตใจไม่หายไปแม้อยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย นี้อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิต

ความเหงาไม่รู้หายอาจเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่า…คุณกำลังมีปัญหาสุขภาพจิต

ผลพวงจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลให้เกิดการล็อกดาวน์ ทำให้ผู้คนต้องห่างเหินกันไปโดยปริยายเป็นเวลาหลายต่อหลายเดือน ปีนี้จึงดูเหมือนจะเป็นปีอันแสนเงียบเหงาสำหรับคนจำนวนมาก ถึงแม้จะเริ่มมีการคลายล็อกให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตกันตามปกติได้แล้วก็ตาม และคุณก็ได้มีเวลาออกไปพบเจอผู้คนและออกไปทำกิจกรรมต่างๆ แต่คุณก็รู้สึกว่าความเหงาของคุณไม่ได้จางหายไป คุณก็อาจจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้สุขภาพจิตของคุณกลับมาเป็นปกติดังเดิม เราทุกคนต่างก็เคยรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยวในจุดใดจุดหนึ่งของชีวิตกันทั้งนั้น และคนส่วนใหญ่ก็มักจะต้องต่อสู้กับความรู้สึกนี้ ในช่วงระยะเวลาหลายเดือนของการล็อคดาวน์เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่จริงแล้ว ความเหงาถือเป็นการตอบสนองทางจิตใจที่เป็นเรื่องปกติ เมื่อต้องเจอกับการแยกตัวและความโดดเดี่ยว ความเหงากระตุ้นให้เราแสวงหาการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อที่จะเติมเต็มความต้องการที่มีมาแต่กำเนิดในตัวมนุษย์ทุกคน ในการมีปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารกับคนอื่น แต่หากสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ความรู้สึกว่างโหวงภายในใจที่ไม่อาจเติมเต็มได้ แม้จะกลับมาอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูงและผู้คนมากมายอีกครั้งก็ตาม หรือหากคุณพบว่าคุณไม่สามารถจะมีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นได้อย่างที่เคยเป็น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณทางสุขภาพจิตที่บอกว่า บางสิ่งบางอย่างที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นกำลังเกิดขึ้นกับคุณ ต่างบุคลิก ผลกระทบของความเหงาก็ต่างกัน เมื่อพูดถึงบุคลิกภาพประเภทต่างๆ ของแต่ละคน คุณอาจคิดเอาเองว่าคนที่เป็นอินโทรเวิร์ต (Introvert) หรือบุคลิกภาพแบบชอบเก็บตัว มักจะมีปัญหากับความเหงามากกว่า เนื่องจากคนพวกนี้มักจะไม่ค่อยชอบออกสังคม แต่ที่จริงแล้วคนที่มีบุคลิกภาพแบบเอ็กซ์โทรเวิร์ต (Extrovert) หรือพวกที่ชอบเข้าสังคมมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเหงาได้มากกว่าคนที่ชอบเก็บตัว พวกที่ชอบเข้าสังคมจะได้รับพลังงานจากการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และจะรู้สึกสดชื่นมีพลังเมื่อมีผู้คนอยู่รอบตัว ลักษณะบุคลิกภาพแบบนี้มีโอกาสที่จะทำให้เกิด “จิตตก” หรือหดหู่ได้มากกว่าเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกที่ชอบเก็บตัวไม่รู้สึกถึงความเหงา ถึงแม้พวกที่ชอบเก็บตัวจะรู้สึกสบายดีเวลาที่อยู่ตามลำพังในสถานการณ์ปกติ หากมีความรู้สึกที่ขาดหายไป หรือขาดการเชื่อมโยงโดยสิ้นเชิงกับคนอื่น โดยเฉพาะกับเพื่อนและครอบครัว นี่ก็อาจบ่งชี้ได้ว่าความเหงากำลังครอบงำพวกเขาอยู่ จะบอกได้อย่างไรว่า..ตัวเองกำลังเหงาเรื้อรัง สำหรับบางคน ความเหงาเรื้อรังเป็นภาวะที่สามารถระบุได้อย่างง่ายดาย แต่สำหรับบางคนแล้ว อาจเป็นเรื่องยากที่จะระบุได้ว่าเกิดอะไรขึ้น การทำความคุ้นเคยกับสัญญาณของความเหงา จะสามารถช่วยให้คุณแยกแยะและบ่งชี้ได้ว่า อะไรที่กำลังให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ  และต่อไปนี้คือสัญญาณที่เป็นไปได้ของความเหงาเรื้อรัง …

ความเหงาไม่รู้หายอาจเป็นสัญญาณที่บอกได้ว่า…คุณกำลังมีปัญหาสุขภาพจิต Read More »

เรียนรู้อาการของโรคย้ำคิดย้ำทำ หรือ OCD ที่มีมากกว่านิสัยที่เราคิดว่าเป็นเรื่องตลก

OCD ไม่ใช่เพียงแค่นิสัยย้ำคิดย้ำทำ แต่เป็นโรคทางสุขภาพจิตที่ไม่ใช่เรื่องตลก

เช่นเดียวกับปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ภาพจำของโรคย้ำคิดย้ำทำที่คนทั่วไปมอง มักจะลดทอนความร้ายแรงของโรค ให้กลายเป็นนิสัยเพี้ยนๆ หรือแปลกประหลาดที่ดูน่าขัน ทั้งที่ความจริงแล้วโรคย้ำคิดย้ำทำร้ายแรงกว่านั้น และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา ก็สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ได้อย่างมากมาย คุณอาจเคยได้ยินมาบ้างเกี่ยวกับ โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder หรือ OCD) แต่คุณรู้จักกันจริงๆ หรือเปล่าว่า โรคนี้เป็นอย่างไร ซึ่งหากเราเชื่อภาพของโรคย้ำคิดย้ำที่ได้เห็นผ่านสื่อต่างๆ เราอาจคิดว่ามันเป็นเพียงนิสัยประหลาดๆ หรือเป็นความเพี้ยนที่ดูน่าขำ ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการทำให้ทุกอย่างรอบตัวดู “เป๊ะ” ที่สุดอยู่เสมอ ความรักสะอาดอย่างหนัก ต้องเช็ดทำความสะอาดทุกจุดอยู่ซ้ำๆ หรือชอบล้างมือบ่อยๆ แต่ในขณะที่โรคย้ำคิดย้ำทำดูเหมือนจะเป็นเพียงนิสัยประหลาดๆ ที่ดูน่าขำในสายตาของสังคมทั่วไป ความเป็นจริงและผลกระทบของโรคนี้กลับเป็นสิ่งที่น้อยคนนักจะเข้าใจ ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ (Personality disorders) เป็นโรคที่ทำให้เกิดผลกระทบในแง่ลบที่รุนแรงต่อชีวิตประจำวัน สัมพันธภาพกับผู้อื่น และความปรารถนาที่จะทำสิ่งต่างๆ ของคนเรา โรคย้ำคิดย้ำทำก็ไม่แตกต่างกัน ด้วยพฤติกรรมแบบซ้ำๆ ซากๆ และหยุดไม่ได้ซึ่งครอบงำกิจวัตรประจำวัน ส่งผลให้ผู้ที่เป็นโรคนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัดขับข้องใจ โดดเดี่ยว และละอาย ในการทำความเข้าใจกับอาการอันซับซ้อนของโรคนี้ สิ่งที่ต้องเน้นย้ำอย่างหนักแน่นก็คือ โรคย้ำคิดย้ำทำไม่ใช่เรื่องตลก และการรักษาสามารถช่วยให้ผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถควบคุมชีวิตตนเองให้กลับมาปกติสุขได้อีกครั้ง โรคย้ำคิดย้ำทำคืออะไร โรคย้ำคิดย้ำทำเป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพ ที่ทำให้เกิดความคิดหรือแรงกระตุ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จะกระทำอะไรบางอย่าง ทั้งที่ไม่ได้อยากทำอย่างนั้น ผู้ที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำจะพบว่าความคิดที่รุกล้ำเข้าไปอยู่ในหัวหรือการกระทำที่ห้ามไม่ได้นั้น เป็นสิ่งที่รบกวน ทำให้ตัวเองรู้สึกอ่อนล้า และเป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะปล่อยวาง …

OCD ไม่ใช่เพียงแค่นิสัยย้ำคิดย้ำทำ แต่เป็นโรคทางสุขภาพจิตที่ไม่ใช่เรื่องตลก Read More »

ทำความเข้าใจทำไมผู้เสพติดถึงพยายามออกจากสถานบำบัดยาเสพติดก่อนกำหนด

เมื่อคนที่คุณรักเรียกร้องที่จะออกจากสถานบำบัดยาเสพติดก่อนกำหนด คุณจะทำอะไรได้บ้าง

หากเสียงโทรศัพท์จากคนที่คุณรักดังขึ้น พร้อมกับเสียงเรียกร้องและข้ออ้างมากมายที่จะออกจากสถานบำบัดยาเสพติดก่อนกำหนด คุณอย่าเพิ่งรู้สึกใจเสียหรือหมดหวัง ต่อไปนี้คือเทคนิคบางอย่างที่จะช่วยรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ และทำให้คนที่คุณรักยังคงอยู่รักษาตัวต่อไปในสถานบำบัด สำหรับผู้เสพติดส่วนใหญ่ เส้นทางของการบำบัดนั้นเป็นเสมือนการเดินทางอันยาวไกล ที่ต้องผ่านอารมณ์อันหลากหลายและความคิดที่จะล้มเลิกอยู่หลายครั้ง ซึ่งมาจากกลไกปกติของสมองในการป้องกันตัวเอง จนกว่าพวกเขาจะสามารถยอมรับได้ว่า ตัวเองมีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือ ในฐานะเพื่อนสนิทหรือสมาชิกในครอบครัว คุณมีแนวโน้มที่จะได้เห็นกระบวนการอันแสนเจ็บปวดเหล่านี้ไปพร้อมกับคนที่คุณรัก ได้ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของพวกเขา และยินดีไปกับการเข้าสู่สถานบำบัดยาเสพติดของพวกเขา ด้วยความโล่งอกผสมผสานไปกับความหวัง ดังนั้น เมื่อคนที่คุณรักหรือเจ้าหน้าที่ของสถานบำบัดยาเสพติดโทรมา และบอกว่าพวกเขาเรียกร้องอยากจะกลับบ้านก่อนกำหนด การจะบอกว่าควรคิดอย่างไรดี หรือควรต้องตอบสนองกับการเรียกร้องนี้อย่างไร จึงเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ การทำความเข้าใจการเสพติด รวมถึงการตอบสนองทั้งทางร่างกายและทางอารมณ์ต่อการกำจัดสารเสพติดออกจากร่างกาย เป็นสิ่งที่จะสามารถช่วยคุณประเมินได้ว่า สิ่งที่ผู้เสพติดจะพูดเพื่อโน้มน้าวให้คุณเชื่อเพื่อนำพวกเขาออกจากสถานบำบัดก่อนกำหนดนี้เกิดมาจากอะไร และหาวิธีการรับมือกับปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์ เผชิญหน้ากับความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น คุณอาจรู้สึกปวดหัวจนเหมือนจะระเบิด หัวใจเต้นแรง และความคิดก็กระเจิดกระเจิงไปหมด เมื่อได้ยินคนที่คุณรักโทรหา และบอกอย่างแน่วแน่ว่าต้องการออกจากสถานบำบัดเดี๋ยวนี้ โดยเหตุผลที่ผู้เสพติดมักยกมาพูดในการเรียกร้องที่จะออกจากสถานบำบัดก่อนกำหนดนั้นมีทั้ง… “ฉันทำไม่ได้” “ฉันยังไม่พร้อม” “ที่นี่สถานที่ไม่สะอาดเลย” “อาหารที่นี่แย่มาก” “เจ้าหน้าที่ ที่นี่ทำงานไม่ได้เรื่อง” “คนที่อยู่ที่นี่ใจร้ายมาก แล้วก็ทำกับฉันไม่ดีเลย” “ทุกคนที่นี่ยังใช้ยากันอยู่เลย” “ฉันเลิกยาได้แล้ว ฉันอยากกลับบ้าน” แล้วก็อื่นๆ อีกมากมาย… ส่วนใหญ่แล้วการล้างพิษยาเสพติดออกจากร่างกาย (drug detox) นั้น ทำให้เกิดการตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรงหลายอย่าง ซึ่งผลักดันให้เกิดความต้องการที่จะออกจากสถานบำบัด สิ่งที่พบกันบ่อยก็คือ ความกลัวและอาการเนื่องจากการถอนยา  …

เมื่อคนที่คุณรักเรียกร้องที่จะออกจากสถานบำบัดยาเสพติดก่อนกำหนด คุณจะทำอะไรได้บ้าง Read More »

มาทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่ผู้เสพติดมักเชื่อว่าพวกเค้าไม่จำเป็นต้องเข้ารับการบำบัดได้จากบทความนี้

ทำไมผู้ตกเป็นทาสยาเสพติดจึงไม่ยอมรับการบำบัดรักษา — เหตุผลที่คุณควรเข้าใจเพื่อที่จะช่วยพวกเขา

ยาเสพติดสามารถบ่อนทำลายชีวิตคนเราได้ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะชีวิตครอบครัว หน้าที่การงาน หรือสุขภาพ และถึงแม้ผู้ที่มีปัญหาการเสพติดจะรู้ดีถึงอันตรายของมัน หากผู้เสพติดจำนวนไม่น้อยมักไม่ยอมเข้ารับการบำบัดรักษา วันนี้เรามาทำความเข้าใจถึงเหตุผลที่ผู้เสพติดมักเชื่อว่าพวกเค้าไม่จำเป็นต้องเข้ารับการบำบัด สำหรับผู้คนที่มีปัญหาการเสพติดแล้ว พวกเขาเข้าใจดีว่า การเสพติดยาหรือเสพติดสุรา มักจะมีผลเสียและทำลายชีวิตของพวกเขา และส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็เกลียดการเสพติดของตัวเอง และแม้กระทั่งเกลียดตัวเอง แต่กระนั้นก็ตาม ผู้ที่มีปัญหาการเสพติดจำนวนมากก็ปฎิเสธที่จะเข้ารับการบำบัดรักษา จากรายงานยาเสพติดโลกประจำปี 2019 โดยสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้ที่ใช้ยาเสพติดได้รับการรักษาเพียง 1 ใน 7 เท่านั้น ในประเทศไทย สถานการณ์ผู้ใช้สารเสพติดของประเทศไทย จากรายงานในปี 2562 พบว่าผู้ใช้สารเสพติดชนิดใดชนิดหนึ่งภายในหนึ่งปีมีจำนวนถึง 1.4 ล้านคน แต่สถิติของผู้เข้ารับการบำบัดในปี 2562 มีผู้เข้ารับการบำบัดรักษาเพียง 240,547 ราย และในปี 2563 สถิติของผู้เข้ารับการบำบัดรักษาก็ลดลงเหลือ 194,184 ราย ถึงแม้การเสพติดจะทำให้เกิดความเจ็บปวดและผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตมากเพียงใดก็ตาม และถึงแม้ตัวเลือกในการบำบัดรักษาในปัจจุบันจะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก แต่ทำไมผู้เสพติดจำนวนมากถึงยังไม่ยอมรับการช่วยเหลืออีก  การศึกษาวิจัยชี้ว่า ผู้ที่ไม่เข้ารับการบำบัดการเสพติดมีอยู่ 3 ประเภทใหญ่ก็คือ  ผู้ที่ไม่คิดว่าตัวเองจำเป็นต้องรับการบำบัด  ผู้ที่เชื่อว่าตัวเองจำเป็นต้องบำบัดแต่ไม่ยอมแสวงหาความช่วยเหลือ และผู้ที่ต้องการรับการบำบัดแต่ไม่ได้รับการบำบัด  การทำความเข้าใจเหตุผลของการไม่ยอมรับความช่วยเหลือของคนเหล่านี้ อาจทำให้เราสามารถช่วยเหลือพวกเขาได้  1. ผู้เสพติดที่ไม่คิดว่าตัวเองจำเป็นต้องรับการบำบัดรักษา …

ทำไมผู้ตกเป็นทาสยาเสพติดจึงไม่ยอมรับการบำบัดรักษา — เหตุผลที่คุณควรเข้าใจเพื่อที่จะช่วยพวกเขา Read More »

เรียนรู้สัญญาณการป่วยทางจิตที่ซ่อนอยู่ ทำอย่างไรหากคนที่คุณรักอยู่ในข่ายของการโกหกจนเป็นนิสัย

การโกหกจนหยุดไม่ได้ สัญญาณที่ต้องตระหนักของอาการเจ็บป่วยทางจิตใจที่ซ่อนอยู่

การโกหกในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เป็นครั้งคราว ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่การโกหกซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือ “มโน” แต่งเรื่องราวจนเกินเลย สร้างความทุกข์ทรมานในการดำเนินชีวิตของคุณเองเพราะคุณได้ทำลายความเชื่อใจของคนรอบข้าง แม้อยากจะหยุดก็หยุดไม่ได้ แต่คุณจะทำอย่างไร เมื่อคุณรู้ว่าคุณเองหรือคนที่คุณรักกำลังมีพฤติกรรมเช่นนี้ ความไม่ซื่อสัตย์โดยการโกหกอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากว่า มีบางสิ่งผิดปกติในการสร้างความสัมพันธ์รูปแบบเพื่อนหรือการเป็นคนรัก เนื่องจากความไว้วางใจถือเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของสัมพันธภาพทุกรูปแบบ และการทำผิดต่อความไว้วางใจซ้ำแล้วซ้ำอีกก็เป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงปัญหาที่ร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ภายในจิตใจเบื้องลึก การโกหกอาจเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุผลหลายอย่าง และการสืบเสาะเจาะลึกลงไปถึงปัญหาที่เป็นรากเหง้าของความไม่ซื่อสัตย์ เป็นสิ่งสำคัญมากในการรับรู้และยอมรับถึงปัญหา และเริ่มต้นสร้างสัมพันธภาพที่ดีกว่าขึ้นมาใหม่ การโกหกจนเป็นนิสัย (Pathological lying) เป็นความผิดปกติทางจิตใจอย่างหนึ่ง ที่มักเกิดขึ้นร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ การทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของความผิดปกตินี้ จะสามารถช่วยให้คุณรับรู้ได้เมื่อคนที่คุณรักกำลังมีปัญหากับเรื่องนี้ รวมถึงหาวิธีที่จะช่วยเหลือคนเหล่านั้นได้  การโกหกจนหยุดไม่ได้คืออะไร การโกหกจนหยุดไม่ได้สามารถอธิบายอย่างกว้างๆ ได้ว่า คือการโกหกอย่างต่อเนื่องจนเป็นนิสัย และยกระดับการโกหกขึ้นไปเรื่อยๆ โดยคำโกหกเหล่านี้อาจมีหน้าที่แตกต่างกันไป บางครั้งอาจเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของตัวตนให้ดูดีหรือดูน่าเห็นใจ แต่บางครั้งก็ไม่มีจุดประสงค์ที่ชัดเจน โดยลักษณะที่พบกันได้ทั่วไป ได้แก่ การโกหกโดยปราศจากเหตุผลหรือประโยชน์ใดๆ ถ้าคุณเคยสังเกตเห็นว่าเพื่อนของคุณโกหกเพียงเพราะอยากโกหก นี่ก็ถือเป็นลักษณะที่พบกันได้บ่อยของโรคหลอกตัวเอง และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการโกหกนั้นกลายเป็นนิสัย หรือเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแบบทันที การโกหกเต็มไปด้วยรายละเอียดอันซับซ้อน สับสน หรือเกินจริง ถึงแม้บางเรื่องราวจะดูเกินกว่าจะเชื่อได้ แต่สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญกับภาวะหลอกตัวเอง พวกเขาก็จะมักพยายามบอกเล่าเรื่องราวในแบบที่น่าเชื่อถือที่สุด  เชื่อ (หรือดูเหมือนว่าจะเชื่อ) ในคำโกหกของตัวเองว่าเป็นความจริง ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเพราะผู้ประสบกับภาวะโรคหลอกตัวเอง สามารถสร้างคำโกหกขึ้นมาบ่อยครั้งในแบบที่ไม่ต้องพยายาม พวกเขาอาจจำไม่ได้เสมอไปว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องไหนที่ตัวเอง “มโน” …

การโกหกจนหยุดไม่ได้ สัญญาณที่ต้องตระหนักของอาการเจ็บป่วยทางจิตใจที่ซ่อนอยู่ Read More »

เรียนรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มเหล้าและความวิตกกังวลได้จากบทความนี้

ดื่มเหล้าคลายกังวล..หรือยิ่งดื่มยิ่งกังวล?

บ่อยครั้งที่คนเราใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อบรรเทาความรู้สึกวิตกกังวล แต่การดื่มเหล้าช่วยลดความวิตกกังวลได้จริงๆหรือ คำตอบในทางวิทยาศาตร์ให้ภาพที่แตกต่างออกไปไกลลิบจากสิ่งที่หลายๆคนอาจเชื่อเกี่ยวกับการดื่มเหล้า “คงต้องดื่มสักหน่อยแล้ว” ไม่ว่าคุณจะพูดประโยคนี้แบบติดตลก หรือพูดอย่างจริงจัง โดยปกติแล้วคพูดนี้มักจะหลุดออกมาหลังจากต้องพบเจอกับความตึงเครียดบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแย่ๆ ในวันทำงาน การรับมือกับลูกๆ ที่งอแงกวนทั้งวัน โทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายที่ไม่คาดคิด หรืออาจจะเพียงแค่การเฝ้ารอผลลัพธ์อะไรบางอย่าง ทุกสถานการณ์สามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมาได้ทั้งนั้น และก็รวมถึงความปรารถนาที่จะปัดเป่าความรู้สึกเหล่านี้ออกไปด้วย ดังนั้น คุณก็เลยดื่มเหล้าสักแก้วหนึ่ง หรือสองแก้ว หรืออีกหลายๆ แก้ว ในตอนแรก แอลกอฮอล์ดูเหมือนจะได้ผลอย่างที่ต้องการ ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและใจเย็นลง แต่อีกหลายชั่วโมงหลังจากนั้น หรือเมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ความวิตกกังวลก็กลับมาอีก และอาจจะแย่ยิ่งกว่าเดิม หากคุณสงสัยว่าทำไมการดื่มกลับทำให้คุณรู้สึกเครียดยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะในวันถัดมา สิ่งสำคัญก็คือต้องเข้าใจให้ดีถึงความเชื่อมโยงระหว่างแอลกอฮอล์และความวิตกกังวล — ซึ่งคุณอาจเข้าใจผิดมาตลอด รู้จักกับความวิตกกังวลและโรควิตกกังวล ความวิตกกังวลเป็นอารมณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองกับความเครียดที่เกิดขึ้น และสามารถส่งผลให้เกิดอาการหลายอย่างทางร่างกายได้ เช่น เหงื่อออก ชีพจรเต้นเร็ว คลื่นไส้หรือ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร หายใจหอบถี่ ปวดศีรษะหรือมีอาการปวดอื่นๆ ที่อธิบายไม่ได้ ร่างกายสั่นเทา มีปัญหาการนอน ความวิตกกังวลอาจเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นชั่วคราวต่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หรืออาจเป็นอาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและยาวนานจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตได้ คนที่เป็นโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) ประเภทใดประเภทหนึ่งอาจรู้สึกตระหนกหรือหงุดหงิดเกือบตลอดเวลา เกิดอาการแพนิคแอทแทค (Panic attacks) หรืออาการตื่นตระหนกอย่างกะทันหัน …

ดื่มเหล้าคลายกังวล..หรือยิ่งดื่มยิ่งกังวล? Read More »

เรียนรู้สัญญาณเตือนที่จะช่วยบอกว่าคุณกำลังเผชิญกลับโรคซึมเศร้าอีกครั้งและการรับมือ

10 สัญญาณเตือนว่า..โรคซึมเศร้ากำลังจะกลับมาเยือน

หากคุณเคยเอาชนะโรคซึมเศร้ามาได้แล้ว คุณจะรู้ว่าโรคนี้น่ากลัวเพียงไหน และเมื่อคุณเริ่มรู้สึกถึงอาการซึมเศร้าอีกครั้ง ความกลัวที่ว่าคุณจะกลับไปสู่ “หลุมดำ” เช่นนั้นอีก สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ มาเรียนรู้วิธีสังเกตเมื่ออาการซึมเศร้าเกิดขึ้นอีก และป้องกันและจัดการเพื่อไม่ให้เกิดอาการที่หนักหนาสาหัสเช่นที่เคยเป็นมา คนจำนวนมากที่เคยทนทรมานกับช่วงเวลาของโรคซึมเศร้าที่หนักหนาสาหัส และทุกคนต่างไม่มีใครอยากกลับไปสู่ช่วงเวลาเช่นนั้นอีก เห็นได้จาก ในเว็บบอร์ดชื่อดังของไทยอย่าง pantip.com ในห้องสุขภาพจิต เรามักจะได้เห็นผู้ที่เคยเป็นโรคซึมเศร้ามาโพสต์ระบายออกถึงโรคซึมเศร้าที่กลับมาอีกครั้งหนึ่งในลักษณะต่างๆกัน แต่ในความเป็นจริงนั้น งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 50 ของผู้ที่เคยเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน จะสามารถฟื้นตัวในเรื่องของสุขภาพจิต และกลับมาใช้ชีวิตที่ค่อนข้างปกติได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ครึ่งหนึ่งของผู้ที่เคยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรงอาจพบว่าตัวเองสามารถดำดิ่งสู่อาการซึมเศร้าที่สร้างความทุกข์และอุปสรรคในการดำเนินชีวิตได้อีก ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้มากกว่าหนึ่งครั้ง ตลอดช่วงชีวิตของพวกเขา แต่ข่าวดีก็คือ หากคุณสามารถสังเกตเห็นสัญญาณอันตรายของอาการซึมเศร้าที่กลับมาอีกได้ คุณจะมีโอกาสที่ดีกว่าในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคซึมเศร้าแบบรุนแรง หรืออย่างน้อยก็สามารถรับมือกับอาการซึมเศร้าได้ดีกว่าเมื่อมันจู่โจมคุณ โรคซึมเศร้าคืออะไร เราทุกคนต่างสามารถรู้สึกเศร้าได้เป็นครั้งคราว หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเราล้วน สามารถทำให้เราจิตตกได้ ยกตัวอย่างเช่น การสูญเสียคนที่รักหรือถูกไล่ออกจากงาน แต่หากความรู้สึกสิ้นหวังนั้นกินเวลานานกว่าสองสัปดาห์ และเริ่มที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน คุณก็อาจกำลังเผชิญกับโรคซึมเศร้าอยู่ก็เป็นไปได้ อะไรทำให้เกิดโรคซึมเศร้า จากเกณฑ์วินิจฉัยโรคในกลุ่มความผิดปกติทางอารมณ์ (Mood Disorder) ที่เรียกว่า DSM-5 (Diagnostic and Statistical Manual of Mental disorders) ชี้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่สามารถส่งผลต่อการวินิจฉัยอาการซึมเศร้า ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรม …

10 สัญญาณเตือนว่า..โรคซึมเศร้ากำลังจะกลับมาเยือน Read More »

เรียนรู้แนวคิดการสร้างขอบเขตตัวตน เพื่อการเลิกสิ่งเสพติดได้จากบทความนี้

ขอบเขตของตัวตนและการเคารพขีดจำกัดของตัวเอง…ช่วยในการฟื้นฟูจากการเสพติดได้อย่างไร

คุณเป็นคนขี้เกรงใจรึปล่าว หรือคุณยอมทำในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วยเพียงเพราะเค้าอาวุโสกว่าคุณ นี่เป็นตัวอย่างของขอบเขตของตัวตน (Personal Boundaries) ที่ไม่เหมาะสม  หรือการไม่มีขอบเขตของตัวตนเอาซะเลย การสร้างขอบเขตของตัวตนที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด ในระยะแรกของการเลิกสิ่งเสพติด เมื่อคุณอยู่ในช่วงของการฟื้นฟูตัวเองจากการเลิกเสพติด คุณกำลังให้โอกาสตัวเองในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ปราศจากการพึ่งพิงสิ่งเสพติด ซึ่งเป็นความท้าทายที่อาจไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณเริ่มลงมือจัดการกับบางปัญหาที่เป็นรากเหง้าของการเสพติดของตัวเอง และทดสอบสิ่งที่ได้เรียนรู้จากสถานบำบัดยาเสพติดพร้อมทั้งปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้คุณฟื้นฟูตัวเองจากการเสพติด และทำให้คุณมีชีวิตที่ดีต่อไป คุณจะต้องสร้างความคุ้นเคยกับขอบเขตรูปแบบใหม่ของตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง คุณอาจไม่เคยมีขอบเขต หรือมีขอบเขตของตัวตนที่ไม่เหมาะสม ก่อนที่คุณจะติดยาเสพติด เช่น การไม่สามารถที่จะปฎิเสธ เมื่อมีคนใกล้ตัวชวนให้เสพยาเสพติด ทั้งๆที่คุณรู้ว่ายาเสพติดเป็นสิ่งไม่ดี หรือการที่คุณใช้ยาเสพติดในจำนวนน้อยๆแล้วคิดว่า ตัวเองไม่ได้ติดยาเสพติด สามารถควบคุมการใช้ได้ และใช้เพื่อตอบสนองความต้องการเป็นครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งห้วงเวลาของการฟื้นฟูตัวเองจากการเสพติดก็เป็นช่วงที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ในการสำรวจขอบเขตของคุณ พร้อมทั้งเรียนรู้ที่จะสื่อสารสิ่งนี้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่คุณจะได้รับมือกับชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขไปได้อย่างยาวนาน ความสัมพันธ์ของบาดแผลในวัยเด็ก การเสพติด และขอบเขตของตัวตน การขาดขอบเขตของตัวตนที่เหมาะสม อาจมาจากความต้องการที่จะเอาใจคนอื่นหรือยึดเอาความต้องการของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง เพราะความกลัวที่จะถูกปฏิเสธหรือถูกทรยศ สำหรับบางคนปัญหาเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากประสบการณ์แง่ลบในวัยเด็ก เช่น การถูกทอดทิ้งหรือความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมในช่วงต้นของชีวิต ซึ่งสามารถทำให้คนเราไม่สามารถแสดงอารมณ์ สื่อสารความต้องการ หรือตัดสินว่าสัมพันธภาพของตัวเองเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ สำหรับผู้ที่เคยถูกจำกัดและเข้มงวดมากเกินไปจากครอบครัว ในช่วงของการเจริญเติบโต หรือครอบครัวที่มีการทำร้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายหรือการทำร้ายกันผ่านคำพูด คนที่มีความสัมพันธ์ลักษณะนี้ พวกเขาอาจพบว่าตัวเองมีปัญหาในการพึ่งพิงคนอื่น หรือโหยหาการยอมรับอย่างไม่เหมาะสมเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ การเสพติดยังมีแนวโน้มที่จะทำลายขอบเขตของตัวตนเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีก เช่น เมื่อคุณต้องการใช้สารเสพติดเพื่อทำให้รู้สึกเฉื่อยชาลงและลืมความเจ็บปวด …

ขอบเขตของตัวตนและการเคารพขีดจำกัดของตัวเอง…ช่วยในการฟื้นฟูจากการเสพติดได้อย่างไร Read More »

อ่านบทความนี้เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรคแพนิคและวิธีการรักษา ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

คุณแค่ตื่นตระหนกหรือเป็น “โรคแพนิค” กันแน่? ทำความเข้าใจกับอาการ “แพนิค” ที่จู่โจมโดยไร้สัญญาณเตือน

ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นคนที่สามารถจัดการความเครียดได้ดี ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ แต่ถ้าคุณต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานเป็นประจำจากอาการวิตกกังวลและความตื่นกลัวที่พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างกะทันหันโดยไร้สาเหตุ จนทำให้คุณรู้สึกถึงความผิดปกติทางร่างกาย คุณอาจกำลังถูกจู่โจมจากภาวะที่เรียกว่า “Panic Disorder” ก็เป็นได้ ถึงแม้โดยทั่วไปแล้ว การจู่โจมของอาการแพนิคหรือความตื่นตระหนกแบบกะทันหัน จะไม่มีผลกระทบต่อร่างกายที่ยาวนาน แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่อาการเช่นนี้จะทำให้คุณรู้สึกเป็นกังวลกับความคิดที่ว่ามันจะเกิดขึ้นมาอีกเมื่อไร ซึ่งมันจะรบกวนต่อการใช้ชีวิตของคุณ และหากอาการที่คุณเป็นเกิดขึ้นบ่อยครั้งแบบไร้สาเหตุ นั้นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตที่เรียกว่า “โรคแพนิค (Panic Disorder)” แต่ข่าวดีก็คือ คุณสามารถรับมือกับการจู่โจมของอาการแพนิคได้ ด้วยการทำความเข้าใจกับสาเหตุ อาการ และเรียนรู้เคล็ดลับในแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดอาการ รวมไปถึงแนวทางรักษาที่จะช่วยคุณได้ อาการแพนิคคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร คำว่า “แพนิค” อาจหมายถึงอาการตื่นตระหนก แต่ในทางการแพทย์แล้ว อาการแพนิคเป็นมากกว่าความตื่นตระหนกธรรมดาที่ทุกคนอาจรู้สึกได้ เมื่ออยู่ในภาวะที่มีความเครียดสูงจนทำให้มีความวิตกกังวลมากเป็นพิเศษ แต่อาการแพนิคเป็นความตื่นตระหนกและความกลัวอย่างรุนแรง ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ที่ส่งผลให้เกิดอาการทางร่างกายที่รุนแรงหลายอย่าง อาการแพนิคมักเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดแบบไร้สาเหตุ โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เช่น คุณถูกปลุกตื่นขึ้นมาด้วยเสียงบางอย่างกลางดึก ที่ไม่ได้มีอันตรายใดๆ แต่คุณกลับถูกจู่โจมโดยอาการแพนิคอย่างหนัก เพียงเพราะคุณคิดไปว่าจะมีใครเข้ามาทำร้ายคุณ โรคนี้สามารถเกิดร่วมกับโรคอื่นได้ เช่น โรคซึมเศร้า โดยสาเหตุที่แน่นอนของอาการแพนิคยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจน แต่การศึกษาชี้ว่ามันอาจสัมพันธ์กับพันธุกรรม ระดับความเครียด การทำงานของสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล การทำงานผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic nervous system) ซึ่งควบคุมการทำงานหลายอย่างของร่างกาย หรืออาจเป็นความอ่อนไหวของแต่ละบุคคลที่มีต่ออารมณ์ในแง่ลบ …

คุณแค่ตื่นตระหนกหรือเป็น “โรคแพนิค” กันแน่? ทำความเข้าใจกับอาการ “แพนิค” ที่จู่โจมโดยไร้สัญญาณเตือน Read More »

Scroll to Top

ให้เราช่วยคุณเริ่มต้นการเดินทางสู่สุขภาวะที่ดีตั้งแต่วันนี้

โทร: 083 204 8384