เรียนรู้เคล็ดลับการพูดคุยกับผู้เสพติดไม่ให้เสียเรื่อง

6 เคล็ดลับพูดคุยกับผู้เสพติดอย่างไรให้ได้ผล คุยแบบไหนไม่ให้เสียเรื่อง

การรับมือกับสมาชิกในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดที่มีปัญหาการเสพติด ถือเป็นเรื่องที่สร้างความกดดันและเครียดอย่างมาก ความวิตกกังวลและความกลัวมักทำให้เราใช้อารมณ์ในการสื่อสาร จนอาจหลุดปากพูดคำที่ไม่เหมาะสมออกไปโดยไม่ตั้งใจ คำพูดที่รุนแรง การตำหนิ หรือการตัดสิน ไม่เพียงแต่ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังกลายเป็นกำแพงที่ผลักไสให้คนที่เรารักถอยห่างออกไป และปฏิเสธที่จะเปิดใจรับความช่วยเหลือ

การตั้งสติ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และเรียนรู้วิธีพูดคุยกับผู้ติดยาเสพติดอย่างถูกวิธีตามหลักจิตวิทยา จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยตระหนักถึงปัญหาและยินยอมเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูอย่างเต็มใจ

1. เปรียบเทียบประโยคพูดคุย: สิ่งที่ควรถอย กับ สิ่งที่ควรใช้

คำพูดดั้งเดิมที่เกิดจากความตกใจหรือความโกรธ มักทำให้ผู้เสพติดรู้สึกถูกคุกคาม การปรับเปลี่ยนรูปประโยคเพียงเล็กน้อย สามารถเปลี่ยนบรรยากาศการสนทนาจากการปะทะไปสู่การรับฟังได้ ดังนี้

ภาพประกอบการแสดงความห่วงใยต่อผู้มีปัญหาการเสพติด

1.1 การแสดงความห่วงใย โดยไม่ทำให้รู้สึกถูกจับผิด

สิ่งที่ไม่ควรพูด…
“ใครๆ ก็เห็นกันหมดว่าเธอติดยา
เธอเป็นอะไรของเธอ”

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น…
เกิดความรู้สึกละอายใจ รู้สึกถูกตัดสิน ส่งผลให้สร้างกลไกป้องกันตนเองและปิดประตูการสนทนาทันที

ประโยคที่ควรเปลี่ยนใช้…
“ช่วงนี้รู้สึกว่าเธอดูเครียดและไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่
ถ้ามีเรื่องอึดอัดใจอยากเล่า เราพร้อมรับฟังเสมอนะ”

ภาพประกอบการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ

1.2 การสื่อสารเมื่อติดต่อไม่ได้ หรือสงสัยว่ากลับไปใช้สารเสพติด

สิ่งที่ไม่ควรพูด…
“ทำไมไม่รับสาย ดื่มเหล้าหรือแอบไปเสพยาอีกแล้วใช่ไหม?”

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น…
ถูกมองว่าเป็นการจับผิดและตั้งข้อหา ส่งผลให้ผู้ฟังเกิดปฏิกิริยาต่อต้านและหลบหน้า

ประโยคที่ควรเปลี่ยนใช้…
“เราพยายามติดต่อเพราะเป็นห่วง ถ้าว่างแล้วช่วยติดต่อกลับหน่อยนะ”

ภาพประกอบการสนับสนุนให้คนที่คุณรักเข้ารับการบำบัด

1.3 การสนับสนุนเรื่องการเข้ารับการบำบัด

สิ่งที่ไม่ควรพูด…
“ถ้าอยากหายก็ต้องไปบำบัด นี่เป็นทางเดียว เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น…
รู้สึกถูกบังคับ ถูกริบอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง

ประโยคที่ควรเปลี่ยนใช้…
“ดีใจนะที่เธอเริ่มคิดเรื่องอยากดูแลสุขภาพตัวเอง เราลองศึกษาข้อมูลการบำบัดไว้บ้างแล้ว
ถ้าเธออยากดูข้อมูลเพิ่มเติม บอกเราได้ตลอดเลยนะ”

ภาพประกอบการเสนอความช่วยเหลือแก่ผู้มีปัญหาการเสพติด

1.4 การรับฟังอย่างใส่ใจ โดยไม่แย่งพื้นที่ความรู้สึก

สิ่งที่ไม่ควรพูด…
“เข้าใจเลยว่ารู้สึกยังไง มันเหมือนตอนที่เราเคยเจอเรื่องร้ายๆ แบบ…”

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น…
เบี่ยงเบนจุดสนใจจากความรู้สึกของผู้ป่วยมาที่ตัวเรา ทำให้เขารู้สึกว่าปัญหาของเขาไม่ได้รับการใส่ใจอย่างแท้จริง

ประโยคที่ควรเปลี่ยนใช้…
“ขอบคุณมากนะที่เปิดใจเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เราอยู่ตรงนี้เพื่อรับฟังเธอเสมอ”

ภาพประกอบการพูดคุยถึงผลกระทบของการเสพติด

1.5 การพูดถึงผลกระทบต่อพฤติกรรม

สิ่งที่ไม่ควรพูด…
“ตอนเมาทำตัวน่าอายมาก
หยาบคายใส่คนอื่นจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้”

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น…
กระตุ้นความรู้สึกตักตวงความผิด ละอายใจ และอาจใช้วิธีเสพสารเสพติดเพิ่มเพื่อกลบความรู้สึกแย่ๆ นั้น

ประโยคที่ควรเปลี่ยนใช้…
“เรารู้สึกว่าเวลาที่มีสารเสพติดเข้ามา ท่าทีของเธอเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก
ไว้เรามานั่งคุยกันตอนที่สบายใจและพร้อมทั้งคู่ดีกว่านะ”

ภาพประกอบการชื่นชมความพยายามในการเลิกเสพติด

1.6 การชื่นชมและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย

สิ่งที่ไม่ควรพูด…
“ไปบำบัดมาแล้วดีเลย งั้นคืนนี้ไปฉลองร้านเดิมกัน ดื่มเบียร์นิดหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง”

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น…
พาผู้ป่วยกลับเข้าสู่สภาพแวดล้อมเดิมๆ ที่เป็นสิ่งกระตุ้น (Triggers) ให้กลับไปเสพซ้ำ

ประโยคที่ควรเปลี่ยนใช้…
“ดีใจด้วยจริงๆ กับความพยายามของเธอ
นัดเจอกันร้านกาแฟสงบๆ หรือสถานที่ที่เธอสบายใจดีกว่านะ”

2. สรุปข้อควรทำ (Dos) และข้อไม่ควรทำ (Don’ts) ในการสื่อสาร

สิ่งที่ "ควรทำ" (Dos) สิ่งที่ "ไม่ควรทำ" (Don'ts)
สนทนา ไม่ใช่ตีตราการเสพติด: มองว่าเขาคือคนที่กำลังเจ็บป่วย หลีกเลี่ยงการใช้คำเรียกที่ตีตรา เช่น "คนติดยา" หรือ "พวกเมาเหล้าหัวราน้ำ" อย่าสั่งการหรือสั่งสอน: การให้คำแนะนำแบบผู้เหนือกว่า มักสร้างความต้านทาน ควรเน้นการถามเพื่อกระตุ้นความคิด
ศึกษาข้อมูลเรื่องกลไกการเสพติด: ทำความเข้าใจว่าการเสพติดคือโรคทางสมอง เพื่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจและลดการใช้อารมณ์ อย่าคาดหวังผลลัพธ์ในครั้งเดียว: การยอมรับปัญหาต้องใช้เวลา การสื่อสารอาจต้องเกิดขึ้นหลายครั้งอย่างใจเย็น
รับฟังอย่างตั้งใจและใช้คำถามปลายเปิด: เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึก ความกังวล และความต้องการของตนเองออกมา อย่ารอจนสถานการณ์บานปลาย: หากพบสัญญาณเตือน ควรเริ่มเปิดการสนทนาด้วยความห่วงใยตั้งแต่เนิ่นๆ

3. สิ่งที่ควรทำต่อ เมื่อผู้ป่วยยินยอมเปิดใจเข้าสู่กระบวนการรักษา

การพูดคุยที่ประสบความสำเร็จจะนำไปสู่การที่ผู้ป่วยยอมรับว่าตนเองกำลังมีปัญหา และต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ในขั้นตอนนี้ สมาชิกในครอบครัวควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกในการบำบัดรักษาที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และมีความเป็นส่วนตัวสูง เพื่อให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างนุ่มนวลที่สุด

การเข้ารับการรักษาในสถานบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จะช่วยดูแลทั้งกระบวนการถอนพิษยา (Detoxification) อย่างปลอดภัย ลดความทรมานจากอาการถอนยา ควบคู่ไปกับการทำจิตบำบัดเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

4. เริ่มต้นชีวิตใหม่และก้าวข้ามการเสพติดอย่างยั่งยืน

หากคุณกำลังเผชิญความยากลำบากในการสื่อสารกับคนใกล้ชิด หรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาการติดยาไอซ์ ยาเค สารเสพติดชนิดต่าง ๆ การติดสุรา หรือการติดพนันออนไลน์ การปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยให้สามารถวางแผนการดูแลและเลือกแนวทางการบำบัดที่เหมาะสมกับผู้เข้ารับบริการได้อย่างถูกต้องและตรงจุด

เดอะดอว์น เชียงใหม่ (The Dawn Wellness Centre Chiang Mai) ในฐานะศูนย์บำบัดสารเสพติดและฟื้นฟูสุขภาพจิตชั้นนำ พร้อมให้การดูแลแบบองค์รวมด้วยมาตรฐานระดับสากล ผ่านโปรแกรมการรักษาแบบผู้ป่วยใน (Residential Treatment) ที่เงียบสงบ เป็นส่วนตัว และปลอดภัย ดูแลโดยทีมจิตแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และนักจิตวิทยาบำบัดตลอด 24 ชั่วโมง

โปรแกรมการบำบัดออกแบบเฉพาะบุคคล ครอบคลุมทั้งการถอนพิษยาอย่างปลอดภัย การทำจิตบำบัดเชิงลึก (CBT) การปรับสมดุลอารมณ์ ตลอดจนการฝึกทักษะป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ เพื่อให้ผู้เข้ารับการบำบัดสามารถกลับคืนสู่สังคมและครอบครัวได้อย่างมั่นใจ

หากคุณต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการพูดคุย รายละเอียดโปรแกรม หรือประเมินค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษา สามารถติดต่อทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ เดอะดอว์น เชียงใหม่ (The Dawn Wellness Centre Chiang Mai) ได้ตลอดเวลา เพื่อร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับคนที่คุณรัก

โทร. +66 52 135 122

ทุกปัญหามีทางออก พบกับแสงสว่างปลายอุโมงค์​

ให้เราช่วยคุณตั้งแต่วันนี้









Scroll to Top